วันนี่ที่ขึ้นหัวเรื่องว่า Once in a blue moon ภาค 2 ก็เพราะว่า เคยเขียนเกี่ยวกับสำนวนนี้ไปแล้ว แต่ว่ามันนานมากๆ ตั้งแต่สมัยที่นายกรัฐมนตรียังชื่อสมัคร สุนทรเวช และการที่เขียนสำนวนนี้ในครั้งนั้น ก็เพราะว่าคุณสมัคร ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชลต่างประเทศในโอกาสที่พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง และคุณสมัครได้ใช้สำนวน Once in a blue moon ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นด้วย
 
แต่วันนี้ มันพิเศษตรงที่ว่า มันเป็นวัน Blue moon ของจริงๆ มาถึงแล้ว ถ้าใครพลาดโอกาสเห็น Blue moon วันนี้ต้องรอไปอีก 3 ปีเลยนะครับ ... ดวงจันทร์มีความหมายแทนความปราถนาทางโลกของมนุษย์ และยังมีความหมายจิตใจที่อ่อนไหว มันจะค่อนข้างโรแมนติกถ้าเราจะบอกความปราถนาของเราให้กับใครสักคนหนึ่งได้ทราบในวันนี้นะ ..ลองดูสิครับ
 
ทวนความจำจากภาค 1 กันสักนิดหนึ่ง เชื่อว่าส่วนมากคงจะยังไม่ได้อ่าน .. สำนวน Once in a blue moon ใช้เปรียบเทียบกับอะไรที่นานๆจะเกิดขึ้นสักครั้ง มีความหมายเหมือนกับ "Once in a whlie" ครับ
 
จะว่าไปแล้ว มันก็มีอีกหลายคำที่มีความหมายเดียวกันนี้ ถ้าจะเลือกเอาเฉพาะที่เป็นสำนวน ก็ยังมีคำว่า "every now and then", "from time to time", และ "at interval"  อาจจะมีอีก เอาเป็นว่านึกไม่ออกครับ ทั้งหมดมีความหมายเดียวกันคือ "นานๆครั้ง"
 
ความหมายมันก็มีแค่นั้น ..ที่นี้ เอาล่ะผมจะซีเรียสแล้ว ขออณุญาติเปลี่ยนโหมด .. คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องเขียนเรื่องนี้มาถึงภาค 2 เนี่ยก็เพราะว่า ผู้คนมากมายบอกว่าให้จ้องดูพระจันทร์ในคืนนี้ เขาบอกว่ามันจะเป็นสีน้ำเงิน ถ้าไม่ได้เห็น จะต้องรออีก 3 ปี .. เฮ้ย นี่มันไม่ใช่แล้ว ก่อนที่จะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ โปรดฟังทางนี้หน่อย ฮัลโลๆๆๆๆๆ
 
 
 
Blue moon ในแบบที่เห็นพระจันทร์เป็นสีน้ำเงินจริงๆเลย มันมีในโลกนี้ไหม ...คำตอบคือ มีครับ แต่ไม่ต้องรอให้มันเต็มดวงก็ได้ มันคือสภาวะที่สภาพชั้นบรรยากาศประกอบไปด้วยฝุ่นบางชนิด ที่มีขนาดของอนุภาคใหญ่พอสมควร (ใหญ่กว่า 0.7 micron) มันทำให้แสงสีแดงผ่านออกมาได้ยาก ในขณะที่แสงสี้ำเงินพุ่งปรี๊ดออกมาได้ตามปกติ มันจึงทำให้เห็นว่าพระจันทร์กลายเป็นสีน้ำเงิน ..ซึ่งมันเกิดได้แม้พระจันทร์จะมีแค่เสี้ยวเดียวก็ตาม อย่างเช่นในปี 1883 ภูเขาไฟ Krakatua ในอินโดนีเซียระเบิด ฝุ่นจากการระเบิดปกคลุมชั้นบรยากาศ ทำให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาเห็นพระจันทร์เป็นสีน้ำเงินกันไปหมด แต่นั่นมันไม่ใช่ความหมายของ Blue moon ในแบบที่เราเข้าใจกัน เพราะคงทราบกันดีอยู่แล้ว ว่ามันต้องวันพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น ถึงจะมีปาร์ตี้ยาอี ..เอ๊ยไม่ใช่ ..ถึงจะเรียกว่าวันบลูมูน (Blue moon)
 
โดยปกติแล้ว ในหนึ่งเดือนเราจะมีพระจันทร์เต็มดวงกันแค่เดือนละหนึ่งวัน คือวันพระขึ้น 15 ค่ำ ..แต่มันก็มีโอกาสที่ในเดือนหนึ่งจะเจอพระจันทร์เต็มดวงได้ถึงสองวัน ..วันที่สองที่แหละครับ ที่จะเรียกว่า "Blue moon" ทั้งๆที่จริงๆแล้ว มันก็คือ Yellow Moon ธรรมดาๆนี่แหละครับ ..ใครที่ตั้งหน้าตั้งตารอมาหลายวัน อยากจะเห็นพระจันทร์สีน้ำเงิน .. ไม่ต้องผิดหวังเหมือนแมนซิตี้แพ้หรอกนะครับ รอให้ภูเขาไฟระเบิดอีกสักรอบ แล้วคงจะได้เห็นพระจันทร์เป็นสีน้ำเงินจริงๆสักที
 
แล้วเขาตั้งชื่อวันนี้ว่าเป็นวัน Blue moon ไปทำไมกัน ทั้งๆที่มันไม่ได้เป็นสีน้ำเงินสักหน่อย....
อันนี้ผมตอบให้ก็ได้ ว่าเป็นความเข้าใจผิดของคนในยุคสมัยใหม่ ..ก็ไม่รู้่ใครเริ่มนะ เคยได้ยินว่ามาจากนักดาราศาสตร์คนหนึง เอาเป็นว่าผมไม่รู้จักชื่อหรอก นักดาราศาสตร์โกะๆ แบบนี้ผมไม่อยากรู้จัก คืออีตาคนนี้แกอธิบายความหมายของ Blue moon ตามที่อธิบายไปข้างต้นน่ะ ว่ามันคือ "วันพระจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองในเดือนเดียวกัน" -
 
ความจริงมันต้องย้อนอารยธรรมไปอีกไกลเลยครับ สมัยก่อน (1800)  ยังไม่มีการใช้ปฏิทินที่แพร่หลายแบบในปัจจุบัน การแบ่งฤดูกาลทำได้โดยอาศัยตำแหน่งดาว โดยการกำหนดจุดสองจุดขึ้นมาในจักรราศี เรียกว่าจุด equinoxes and solstices สองจุดนี้อยู่ตรงข้ามกัน เท่ากับแบ่งจักรราศีเป็นสองซีก แล้วแต่ละซีกก็แบ่งครึ่งอีกที จะทำให้แบ่งจักรราศีได้เป็น 4 ส่วน ทำให้เกิดฤดูกาล .. เมื่อใดก็ตามที่พระอาทิตย์เดินข้ามแต่ละส่วนก็จะถือว่าเกิดการเปลี่ยนฤดูกาล .. คนโบราณก็สามมารถเพาะปลูกได้ถูกต้องตามฤดูกาล 
 
ในแต่ละส่วนนั้นจะเกิดพระจันทร์เต็มดวงอยู่ 3 ครั้ง แต่ละครั้งมันมีชื่อของมันคือ Pink, Flower และ Strawbery โปรดสังเกตว่า สมัยปัจจุบันเราแบ่งเดือนตามการเดินทางสู่ราศีต่างๆของพระอาทิตย์เป็นหลัก แต่ในสมัยโบราณ มนุษย์แบ่งฤดูกาลตามพระอาทิตย์เช่นเดียวกัน ส่วนในแต่ละฤดูกาลที่ถูกแบ่งไว้ ก็จะใช้การเดินทางของพระจันทร์ไปแบ่งย่อยอีกที คือเป็นปฏิทินแบบผสมระหว่างสุรยคติกับจันทรคติ ...เขียนถึงตรงนี้ผมเริ่มท้อว่ามันจะยากไปไหมสำหรับคนอ่าน ..แต่ทำอะไรแล้วต้องทำให้มันสุด ..ว่าต่อไปเลยแล้วกัน
 
เมื่อการแบ่งฤดูกาลแบ่งตามพระอาทิตย์ แต่ในแต่ละฤดูกาลดันทะลึ่งไปแบ่งด้วยดวงจันทร์ ซึ่งมันไม่ได้เดินในองศาเดียวกันทุกย่างก้าวกับพระอาทิตย์ วงรอบของพระจันทร์มี 28 วันกว่าๆ ในขณะที่วงรอบของพระอาทิตย์มี 365 วันกว่า ๆ เดินไปเดินมามันจึงเกิดการ "น๊อกรอบ" มันก็หลักการเดียวกับที่ปัจจุบันเราบอกข้างขึ้นข้างแรมในปฏิทินสุรยคติ จะเห็นว่าไปๆมาๆมันก็จะมีบางปีทีมีเดือนแปดสองหน ... เมื่อมันน๊อกรอบแล้ว ชื่อที่ตั้งไว้ใช้เรียกวันพระจันทร์เต็มดวงที่มีอยู่แค่สามชื่อมันไม่พอ ก็เลยต้องหาชื่อใหม่ เขาตั้งชื่อว่า "Blue" ถ้าในหนึ่งฤดูกาลมีพระจันทร์เต็มดวง 4 ครั้ง เขาจะมีชื่อเรียกเรียงกันตามลำดับดังนี้ครับ Pink Moon, Flower Moon, Blue Moon, และ Strawbery Moon ซึ่ง Blue Moon มันจะเกิดขึ้นได้แค่ 7 ครั้งใน 19 ปี เท่านั้น
 
จะเห็นว่า Blue Moon ไม่ใช่เกิดขึ้นง่าย ๆ และนี่ก็คือที่มาที่ไปของมัน อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน เรายึดถือกันให้ง่ายๆ เข้ากับยุคสมัย เราแค่ดูว่าเดือนไหนมีพระจันทร์เต็มดวงสองครั้ง เรียกครั้งที่สองว่า Blue moon ได้เลยครับ
 
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า ...สวัสดี

Comment

Comment:

Tweet

#4 By สติ๊กเกอร์ไลน์ (183.89.83.82|183.89.83.82) on 2014-11-28 07:36

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! confused smile confused smile confused smile

#3 By Annu on 2012-09-10 00:03

เป็นความรู้ใหม่เลยนะครับเนี่ยยยย 
รู้จักสำนวนนี้อยู่แล้วว แต่ที่มาที่ไป อะไรแบบนี้ เพิ่งรู้เลยคับ
big smile big smile Hot! Hot! Hot!

#2 By drpetong on 2012-09-04 21:41

ว้าว ขอบคุณมากเลยค่ะ
ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลยconfused smile

#1 By iTOY on 2012-09-02 23:45