Idiom

เมื่อวานนี้ นั่งลบเมลล์ทิ้ง เพราะว่ามันทั้งเยอะทั้งเปลืองเนื้อที่ บังเอิญไปเจออีเมลล์อันหนึ่งจากผู้อ่าน ซึ่งจริงๆแล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าอ่านจากที่ไหนนะ เพราะหลังๆนี่ผมเขียนที่โน่นที่นีเต้มไปหมด จริงๆมันเก่าแล้ว ผมก็เพิ่งจะเห็น ต้องขออภัยด้วย ส่งมาตั้งแต่ปีที่แล้วถามมาว่า จะใช้สำนวนอะไรแทนคำว่า "เป็นเหมือนเป็ด" ในภาษาไทย แหมถามได้จังหวะ กำลังกินข้าวมันไก่อยู่พอดี ... เกี่ยวไหมเนี่ย
 
เจอคำถามนี้เข้าไป มันย้อนความทรงจำในวัยเด็กของผมเลย ตอนนั้นเรียนปริญญาโทปีแรก เปิดเทอมวันแรก คลาสแรก และสำนวนนี้อาจารย์สอนเป็นเรื่องแรกเลย จำมาจนถึงทุกวันนี้ไม่เคยลืม นั่นคือสำนวน "Jack of all trades"
 
"Jack of all trades" คือคนที่ทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญสักอย่าง บางทีก็ใช้ว่า "Jack off all trades, master of none" คือทำได้หมดทุกอย่าง แต่ไม่เก่งสักอย่างเลย
 
Jack of all trades, master of none
 
ย้อนหลังไปสักสามร้อยปี (ศตวรรษที่ 17) การใช้สำนวนนี้จะใช้กันในความหมายเชิงบวกเท่านั้น และไม่มีคำต่อท้ายว่า "Master of none" ในยุคนั้นคนที่เป็น "Jack of all trades คือคนที่ทำอะไรได้หลายอย่าง" ซึ่งเขาใช้ความรู้แต่ละด้านเอามารวมกัน และประยุตต์มันเข้าด้วยกัน จะว่าไปเขาคือต้นแบบคนมีคุณภาพจากอดีตในยุคเรอเนซองซ์ ดังนั้นบางทีคำว่า "Jack of all trades" ถูกใช้แทนความหมายของคำว่า "Renaissance man" ตัวอย่างของเรอเนซองซ์แมนก็ได้แก่ ลีโอนาโด ดาวินซิ (Leonado Da Vinci) เป็นต้น ซึ่ง "Renaissance man" ผมเห็นหนังสือภาษาไทยไปแปลว่า "คนยุคเรเนอซองซ์" จริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ มันคือ "คนมากความสามารถ" จริงๆแล้วผมก็ไม่แน่ใจนว่าคนมากความสามารถอย่าง ดาวินซิ กับคนมากเมียอย่าง ดอน ฮวน ใครมันจะเจ๋งกว่ากัน ..เนอะ!!
 
ความหมายของคำมันเปลี่ยนไปในช่วงศตวรรษที่ 20 นี่เอง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมนุษย์โลกมีความสามารถต่ำลง หาคนที่ทำอะไรได้หลายอย่างเหมือนยุคเรอเนซองซ์ได้ยากเต็มทน คนที่ทำได้หลายๆอย่างจริงๆก็มักจะไม่มีความเชี่ยวชาญ ในขณะที่ผู้ที่เก่งและมีชื่อเสียง ก็มักจะมีชื่อเสียงด้านใดด้านหนึ่งไปเลย จึงทำให้เกิดความหมายด้านลบขึ้นในสำนวน "Jack of all trades" และคำต่อท้ายว่า "Master of none" ตามมาในศตวรรษนี้นี่เอง
 
อย่างไรก็ตาม การใช้งานจริงบางทีก็มีการปรับเปลี่ยนคำพูดบ้าง เช่น "Jack of all trades, master of some" อันนี้ยังคงความหมายด้านลบ แต่ไม่ลบจนเกินไปนัก คือเป็นหลายๆอย่าง แต่เชี่ยวชาญบางอย่าง (มันก็ยังดีกว่าไม่เชี่ยวชาญอะไรสักอย่าง) หรือบางทีก็ถูกดัดแปลงใช้เป็น Jack of all trades, and master of all อันนี้เปลี่ยนความหมายกลับไปเป็นบวกเหมือนในยุคดั้งเดิม คือเป็นหลายอย่างและเก่งมันเสียทุกอย่างเลย ..เทพจริงๆ ฮ่าฮ่า
 
วันนี้เราได้เรียนรู้สำนวน "Jack of all trades" และ "Jack of all trades, master of none" โปรดจำไว้ว่าเมื่อเรานำมาใช้ในยุคนี้สมัยนี้มันให้ความหมายด้านลบเท่านั้น มันจึงเหมือนกับคำว่า "เป็นเหมือนเป็ด" ในภาษาไทย ยกเว้นจะใช้ว่า "Jack of all trades, and master of all" อันนี้ถืเป็นคำชมได้ครับ
 
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า ..สวัสดี
วันนี่ที่ขึ้นหัวเรื่องว่า Once in a blue moon ภาค 2 ก็เพราะว่า เคยเขียนเกี่ยวกับสำนวนนี้ไปแล้ว แต่ว่ามันนานมากๆ ตั้งแต่สมัยที่นายกรัฐมนตรียังชื่อสมัคร สุนทรเวช และการที่เขียนสำนวนนี้ในครั้งนั้น ก็เพราะว่าคุณสมัคร ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชลต่างประเทศในโอกาสที่พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง และคุณสมัครได้ใช้สำนวน Once in a blue moon ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นด้วย
 
แต่วันนี้ มันพิเศษตรงที่ว่า มันเป็นวัน Blue moon ของจริงๆ มาถึงแล้ว ถ้าใครพลาดโอกาสเห็น Blue moon วันนี้ต้องรอไปอีก 3 ปีเลยนะครับ ... ดวงจันทร์มีความหมายแทนความปราถนาทางโลกของมนุษย์ และยังมีความหมายจิตใจที่อ่อนไหว มันจะค่อนข้างโรแมนติกถ้าเราจะบอกความปราถนาของเราให้กับใครสักคนหนึ่งได้ทราบในวันนี้นะ ..ลองดูสิครับ
 
ทวนความจำจากภาค 1 กันสักนิดหนึ่ง เชื่อว่าส่วนมากคงจะยังไม่ได้อ่าน .. สำนวน Once in a blue moon ใช้เปรียบเทียบกับอะไรที่นานๆจะเกิดขึ้นสักครั้ง มีความหมายเหมือนกับ "Once in a whlie" ครับ
 
จะว่าไปแล้ว มันก็มีอีกหลายคำที่มีความหมายเดียวกันนี้ ถ้าจะเลือกเอาเฉพาะที่เป็นสำนวน ก็ยังมีคำว่า "every now and then", "from time to time", และ "at interval"  อาจจะมีอีก เอาเป็นว่านึกไม่ออกครับ ทั้งหมดมีความหมายเดียวกันคือ "นานๆครั้ง"
 
ความหมายมันก็มีแค่นั้น ..ที่นี้ เอาล่ะผมจะซีเรียสแล้ว ขออณุญาติเปลี่ยนโหมด .. คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องเขียนเรื่องนี้มาถึงภาค 2 เนี่ยก็เพราะว่า ผู้คนมากมายบอกว่าให้จ้องดูพระจันทร์ในคืนนี้ เขาบอกว่ามันจะเป็นสีน้ำเงิน ถ้าไม่ได้เห็น จะต้องรออีก 3 ปี .. เฮ้ย นี่มันไม่ใช่แล้ว ก่อนที่จะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ โปรดฟังทางนี้หน่อย ฮัลโลๆๆๆๆๆ
 
 
 
Blue moon ในแบบที่เห็นพระจันทร์เป็นสีน้ำเงินจริงๆเลย มันมีในโลกนี้ไหม ...คำตอบคือ มีครับ แต่ไม่ต้องรอให้มันเต็มดวงก็ได้ มันคือสภาวะที่สภาพชั้นบรรยากาศประกอบไปด้วยฝุ่นบางชนิด ที่มีขนาดของอนุภาคใหญ่พอสมควร (ใหญ่กว่า 0.7 micron) มันทำให้แสงสีแดงผ่านออกมาได้ยาก ในขณะที่แสงสี้ำเงินพุ่งปรี๊ดออกมาได้ตามปกติ มันจึงทำให้เห็นว่าพระจันทร์กลายเป็นสีน้ำเงิน ..ซึ่งมันเกิดได้แม้พระจันทร์จะมีแค่เสี้ยวเดียวก็ตาม อย่างเช่นในปี 1883 ภูเขาไฟ Krakatua ในอินโดนีเซียระเบิด ฝุ่นจากการระเบิดปกคลุมชั้นบรยากาศ ทำให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาเห็นพระจันทร์เป็นสีน้ำเงินกันไปหมด แต่นั่นมันไม่ใช่ความหมายของ Blue moon ในแบบที่เราเข้าใจกัน เพราะคงทราบกันดีอยู่แล้ว ว่ามันต้องวันพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น ถึงจะมีปาร์ตี้ยาอี ..เอ๊ยไม่ใช่ ..ถึงจะเรียกว่าวันบลูมูน (Blue moon)
 
โดยปกติแล้ว ในหนึ่งเดือนเราจะมีพระจันทร์เต็มดวงกันแค่เดือนละหนึ่งวัน คือวันพระขึ้น 15 ค่ำ ..แต่มันก็มีโอกาสที่ในเดือนหนึ่งจะเจอพระจันทร์เต็มดวงได้ถึงสองวัน ..วันที่สองที่แหละครับ ที่จะเรียกว่า "Blue moon" ทั้งๆที่จริงๆแล้ว มันก็คือ Yellow Moon ธรรมดาๆนี่แหละครับ ..ใครที่ตั้งหน้าตั้งตารอมาหลายวัน อยากจะเห็นพระจันทร์สีน้ำเงิน .. ไม่ต้องผิดหวังเหมือนแมนซิตี้แพ้หรอกนะครับ รอให้ภูเขาไฟระเบิดอีกสักรอบ แล้วคงจะได้เห็นพระจันทร์เป็นสีน้ำเงินจริงๆสักที
 
แล้วเขาตั้งชื่อวันนี้ว่าเป็นวัน Blue moon ไปทำไมกัน ทั้งๆที่มันไม่ได้เป็นสีน้ำเงินสักหน่อย....
อันนี้ผมตอบให้ก็ได้ ว่าเป็นความเข้าใจผิดของคนในยุคสมัยใหม่ ..ก็ไม่รู้่ใครเริ่มนะ เคยได้ยินว่ามาจากนักดาราศาสตร์คนหนึง เอาเป็นว่าผมไม่รู้จักชื่อหรอก นักดาราศาสตร์โกะๆ แบบนี้ผมไม่อยากรู้จัก คืออีตาคนนี้แกอธิบายความหมายของ Blue moon ตามที่อธิบายไปข้างต้นน่ะ ว่ามันคือ "วันพระจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองในเดือนเดียวกัน" -
 
ความจริงมันต้องย้อนอารยธรรมไปอีกไกลเลยครับ สมัยก่อน (1800)  ยังไม่มีการใช้ปฏิทินที่แพร่หลายแบบในปัจจุบัน การแบ่งฤดูกาลทำได้โดยอาศัยตำแหน่งดาว โดยการกำหนดจุดสองจุดขึ้นมาในจักรราศี เรียกว่าจุด equinoxes and solstices สองจุดนี้อยู่ตรงข้ามกัน เท่ากับแบ่งจักรราศีเป็นสองซีก แล้วแต่ละซีกก็แบ่งครึ่งอีกที จะทำให้แบ่งจักรราศีได้เป็น 4 ส่วน ทำให้เกิดฤดูกาล .. เมื่อใดก็ตามที่พระอาทิตย์เดินข้ามแต่ละส่วนก็จะถือว่าเกิดการเปลี่ยนฤดูกาล .. คนโบราณก็สามมารถเพาะปลูกได้ถูกต้องตามฤดูกาล 
 
ในแต่ละส่วนนั้นจะเกิดพระจันทร์เต็มดวงอยู่ 3 ครั้ง แต่ละครั้งมันมีชื่อของมันคือ Pink, Flower และ Strawbery โปรดสังเกตว่า สมัยปัจจุบันเราแบ่งเดือนตามการเดินทางสู่ราศีต่างๆของพระอาทิตย์เป็นหลัก แต่ในสมัยโบราณ มนุษย์แบ่งฤดูกาลตามพระอาทิตย์เช่นเดียวกัน ส่วนในแต่ละฤดูกาลที่ถูกแบ่งไว้ ก็จะใช้การเดินทางของพระจันทร์ไปแบ่งย่อยอีกที คือเป็นปฏิทินแบบผสมระหว่างสุรยคติกับจันทรคติ ...เขียนถึงตรงนี้ผมเริ่มท้อว่ามันจะยากไปไหมสำหรับคนอ่าน ..แต่ทำอะไรแล้วต้องทำให้มันสุด ..ว่าต่อไปเลยแล้วกัน
 
เมื่อการแบ่งฤดูกาลแบ่งตามพระอาทิตย์ แต่ในแต่ละฤดูกาลดันทะลึ่งไปแบ่งด้วยดวงจันทร์ ซึ่งมันไม่ได้เดินในองศาเดียวกันทุกย่างก้าวกับพระอาทิตย์ วงรอบของพระจันทร์มี 28 วันกว่าๆ ในขณะที่วงรอบของพระอาทิตย์มี 365 วันกว่า ๆ เดินไปเดินมามันจึงเกิดการ "น๊อกรอบ" มันก็หลักการเดียวกับที่ปัจจุบันเราบอกข้างขึ้นข้างแรมในปฏิทินสุรยคติ จะเห็นว่าไปๆมาๆมันก็จะมีบางปีทีมีเดือนแปดสองหน ... เมื่อมันน๊อกรอบแล้ว ชื่อที่ตั้งไว้ใช้เรียกวันพระจันทร์เต็มดวงที่มีอยู่แค่สามชื่อมันไม่พอ ก็เลยต้องหาชื่อใหม่ เขาตั้งชื่อว่า "Blue" ถ้าในหนึ่งฤดูกาลมีพระจันทร์เต็มดวง 4 ครั้ง เขาจะมีชื่อเรียกเรียงกันตามลำดับดังนี้ครับ Pink Moon, Flower Moon, Blue Moon, และ Strawbery Moon ซึ่ง Blue Moon มันจะเกิดขึ้นได้แค่ 7 ครั้งใน 19 ปี เท่านั้น
 
จะเห็นว่า Blue Moon ไม่ใช่เกิดขึ้นง่าย ๆ และนี่ก็คือที่มาที่ไปของมัน อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน เรายึดถือกันให้ง่ายๆ เข้ากับยุคสมัย เราแค่ดูว่าเดือนไหนมีพระจันทร์เต็มดวงสองครั้ง เรียกครั้งที่สองว่า Blue moon ได้เลยครับ
 
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า ...สวัสดี

ภาษาพาเพลิน ตอน "I don't give a damn"

posted on 19 Jan 2011 01:13 by engtoday in Idiom directory Knowledge, Diary
 
เช้านี้อากาศไม่ค่อยหนาวเหมือนเมื่ออาทิตย์ก่อน คอการเมืองทั้งหลายก็พูดกันอยู่ได้ในเรื่องปรองดอง ภาษาอังกฤษเราใช้คำว่า Reconciliation แทนปรองดองในภาษาไทย ในกรณีเป็นกริยาเราใช้ว่า Reconcile

สำหรับผมอยากจะบอกว่า Thailand really need a reconciliation. แต่คิดไปคิดมา ถ้าบอกว่า Reconciliation ในเมืองไทยมันคือการทำให้ประชาชนคิดเหมือนกัน มันก็ไม่ใช่แล้ว การที่คนไทยถูกสอนให้คิดแบบ "ภาคบังคับ" มันทำให้ประเทศไทยไม่โต และเป็นอย่างนี้มานับศตวรรษแล้ว  การที่คนไทยคนหนึ่งจะทำความคิดดีงามอะไรสักอย่าง พบว่าหลาย ๆ ครั้ง มันมาจาการ Propaganda --คำ ๆ นี้มันแปลว่ากาารโฆษณาชวนเชื่อ เมื่อ Propaganda มาก ๆ มันก็กลายเป็นหลอกชาวบ้านว่าเราเป็นอย่างนั้น ไป ๆ มา ๆ เราก็หลอกตัวเองด้วย ที่จริงแล้วการที่คนไทยคิดต่างกันแล้วอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีปัญหาได้ต่างหาก คือสิ่งที่ต้องการ และควรเป็น

ตอนนี้แม้ เสธ.หนั่น จะพยายามเต็มที่เพื่อให้เกิด Reconciliation ในประเทศไทย แต่ผมอยากจะบอกว่า Thais don't give a damn on the reconciliation that is being proposed by Mr.Sanan.  ใช่ครับ, คนไทยไม่ได้สนใจเรื่องการปรองดองที่กำลังถูกเสนอโดย เสธ.หนั่นเลย

การ ปรองดองของคนในชาติ ไม่ได้หมายถึงปล่อยตัวนักโทษ หรือล้างความผิดคดีต่าง ๆ ของพันธมิตร และ นปช. หรือให้คุณทักษิณกลับบ้าน การทำอย่างนั้นผมเองไม่ได้ต่อต้าน แต่เห็นว่ามันเป็นการช่วยเหลือกันของนักการเมืองต่อนักการเมือง ให้รอดพ้นจากคดีต่าง ๆ แต่สิ่งที่เป็นปัญหากับประเทศจะไม่ได้รับการแก้ไข และหมักหมมในประเทศต่อไป ผมพูดทั้งสองฝ่าย เพราะมันมีคดีกันทั้งสองฝ่าย แล้วประชาชนจะได้อะไรบ้าง --ประชาชนก็แค่ถูกยกขึ้นมาอ้าง (เหมือนอย่างเคย)

เกริ่นนำเรื่องวันนี้ อาจจะดูเคร่งเครียดไปเล็กน้อย วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง I don't give a damn ครับ คงพอจะเดาได้จากประโยคที่ยกตัวอย่างไว้ด้านบนแล้ว ว่า I don't give a damn มันแปลว่า "ฉันไม่สนหรอก" คล้าย ๆ กับ I don't care นั่นเอง แต่มันได้ความรู้สึบแบบดิบ ๆ มากกว่าการพูดว่า I don't care เฉย ๆ ยังมีอีกประโยคหนึ่งที่ให้ความหมายเหมือนกันคือ "I don't give a shit" ทั้งหมดนี้ล้วนมีความหมายว่า "ฉันไม่สน" เหมือนกัน

มันมีเกร็ดเล็กน้อย ที่เป็นต้นกำเนิดของประโยคนี้
ผู้คนรู้จักประโยค I don't give a damn จากภาพยนต์เรือง Gone with the wind ซึ่งประโยคนี้ถูกพูดโดย Rhett Butler(แสดงโดย Clark Gable) เมื่อ Scarlett O'Hara ถามว่า "Where shall I go, What shall I do" --ฉันจะไปไหน, ฉันจะทำอะไร (เมื่อเธอจะทิ้งฉันไป) แล้ว Butler ก็ตอบว่า "Frankly, my dear, I don't give a damn" --พูดแบบแฟร้งค์ๆ เลยนะ ที่รัก ฉันไม่สนหรอก!!!  เจ็บปวดไหมล่ะครับ?

ว่ากันไปแล้ว Gone with the wind ทำให้ประโยคนี้มีชื่อเสียงและติดปากผู้คน เนื่องจากเป็นหนังที่ดังมากในปี 1939 (ใครเกิดทันบ้างเนี่ย) แต่จุดกำเนิดของมันอยู่ในเอเซียใกล้ ๆ เรานี่เอง

ในสมัยที่อังกฤษปกครองอินเดีย สกุลเงินที่อินเดียใช้ ไม่ใช่ Rupee (รูปี) เหมือนทุกวันนี้ แต่เป็นสกุลที่เรียกว่า "Dam" ชาวอินเดียก็ชอบทำมาค้าขายทหารอังฤษ เพื่อหารายได้  คล้าย ๆ กับคนไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เราก็เอาของไปขายให้ญี่ปุ่นนั่นแหละ ที่นี้บางทีคนอินเดียก็เอาของห่วย ๆ ไปขาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝรั่ง(อังกฤษ) มันก็ตอบกลับไปว่า "No no no .. I don't give a dam"  "ไม่เอาง่ะ ไอไม่ให้แกสักกะแดมหนึ่ง" ซึ่งคำนี้มันติดปากคนอังกฤษกลับไปบ้านด้วย .. ผมสงสัยว่าคนอินเดียคงจะเก่งในด้านการเอาของห่วย ๆ มาหลอกขายแพง ๆ แค่มาขายถั่ว ขายโรตี ในบ้านเรามันยังมี Tricky เลย  จากนั้นมาคนอังกฤษก็ใช้ประโยค I don't give a damn ในความหมายว่า I don't care จนกระทั่งหนังเรื่อง Gone with the wind เอามาใช้ ประโยคนี้จึงเป็นที่นิยมกันทั่วไป

พบกันใหม่ตอนหน้า