Idiom

ภาษาพาเพลิน ตอน "Play by ears"

posted on 19 Jan 2011 01:10 by engtoday in Idiom
 
Marie Digby  เป็นคนดังประจำ Youtube เธอโด่งดังมากจากการทำ Cover เพลง Umbrella ของ Rhihana ซึ่งมี Hits ถึงหลักล้านภายในไม่กี่วันที่เธอ Published ออกมา หลังจากนั้นเธอได้ออกอัลบั้มของตัวเอง และมี Mini world tour น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มาเล่นคอนเสิร์ตในบ้านเรา มาได้ใกล้ที่สุดแค่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, และฟิลิปปินส์ อาจเป็นเพราะว่าเธอไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในบ้านเราสักเท่าไหร่ แม้ว่าเพลง Umbrella ที่เธอทำ Cover เอาไว้จะติตชาร์ต ทั้ง FM102.5 และ FM105.5 อยู่หลายสัปดาห์ก็ตาม

ถ้าใครอยากดูฝีมือการเล่นกีต้าร์แนวป๊อบ กับแสียงหวาน ๆ ของเธอ ก็ลองเข้ายูทิวป์แล้วพิมพ์ชื่อเธอลงไปได้เลยครับ ..อ้อ บางเพลงเธอก็เล่นเปียโนครับ ฝีมือใช้ได้เลยทีเดียว




















 
 
ที่ต้องเล่าเรื่องของ Marie Digby ให้ฟัง เพราะว่า วันหนึ่งเข้าไปอ่านคอมเมนต์ในยูทิวป์ของเธอ มีคนถามเธอว่า "Can you give me a tab of this song?" (ฉันขอแท๊บของเพลงนี้ได้ไหม)  *แท็บ* ในที่นี้คือ Guitar Tab ลักษณะคล้าย ๆ กับ โน๊ตบรรทัด 5 เส้นที่เราเคยเรียน แต่ว่าจะมี 6 เส้นตามจำนวนสายของกีต้าร์

Marie ตอบกลับไปว่า "I don't have any tab for all those I have played, I played them by ear." ทำให้ผมนึกสนุกขึ้นมาบ้าง เลยใส่คอมเมนต์ต่อท้ายไปว่า "But, As I can see, you're playing it by hand, not by ear" (แต่ฉันเห็นว่าคุณเล่นด้วยมือนะ ไม่ใช่เล่ยด้วยหู) ... โพสต์ไปแล้วก็มานึกได้ว่า เออมันไม่ขำเลยนะมุกนี้ แต่ยังดีที่มีฝรังพิมพ์ "555" กลับมา   ผมรู้ทันทีว่าไม่ใช่ฝรั่งที่ไหนหรอก "ฝรั่งหัวดำ" นี่เอง!! เป็นเหตุให้ผมปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า เออ.. เราน่าจะเขียนเรื่องนี้นะ "Play it by ear"

ถ้าเรา "เดา" จากประโยคที่ Marie ตอบแฟน ๆ ก็จะเดาได้ว่า "ฉันไม่ได้อ่านจากแท็บหรอก แต่ว่าฉันฟังจากหูแล้วก็เล่นตาม"  คล้าย ๆ ว่า "Play it by ear" จะแปลว่า ไม่ได้อ่านโน๊ต (แน่นอนถ้าอ่านโน๊ต คงไม่ต้องใช้หูในการเล่น) และในบริบทแบบนี้ผมคิดว่าเธอคงหมายความตามนั้นแหละ  ...เร็ว ๆ นี้เอง มีคนจีนมาขอแท็บจากผม ผมก็เลยจำมุขของ Marie มาใช้บ้าง I don't have any tab, 'cause I was playing it by ear ..แหม ฟังดูเหมือนเราเก่งมากเลยนะ แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีแท็บ ก็ไม่มีความสามารถจะอ่านได้ทันหรอกครับ :-)

Play it by ear ไม่ได้ใช้กับการเล่นดนตรีเท่านั้น แต่มันหมายถึง "การทำอะไรที่ไม่ได้คาดเดาไว้ล่วงหน้า" ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นทันที เหมือนกับที่นักดนตรีเล่นเพลงโดยไม่ได้อ่านโน๊ตนั่นแหละครับ (นักเปียโนจะเรียกว่าการ Improvise) หรือว่ากันตามสถานการณ์ในขณะนั้น

ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันดีกว่าครับ:-


"He plays his negotiations by ear, going into them with no clear or fixed plan" เขาทำการต่อรองไปตามสถานการณ์ ไม่ได้มีแผนการที่ชัดเจนแน่นอนมาก่อน

"I can't tell you when should the Paliament disolution be made, let's play it by ear" ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าควรขะยุบสภาเมื่อไหร่ ว่าไปตามสถานการณ์แล้วกัน

"Suthep says he's not sure what goes on in the cabinet meetings on this Tusday, so he'll just play it by ear and see what happens"  สุเทพบอกว่า เขาไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นในการประชุม ครม. วันอังคารนี้, เขาจึงปล่อยให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนด แล้วดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น

การ ทำอะไรที่คาดเดาไม่ได้ บางครั้งมันก็เป็นความตื่นเต้น สนุกสนานมากกว่าชีวิตที่จำเจน่าเบื่อ ใครจะไปชอบชีวิตที่ขึ้นกับตารางเวลาไปเสียหมด อะไร ๆ ก็ถูกวางแผน ถูกกำหนดไปเสียทุกอย่าง ชิมิ ชิมิ?

แล้วคุณล่ะชอบชีวิตแบบ Play it by ear หรือไม่

พบกันใหม่ตอนหน้า


ภาษาพาเพลิน ตอน "Back for good"

posted on 19 Jan 2011 01:04 by engtoday in Idiom
 
ท่านรองนายกสามสี ภูเขาทอง (ไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ออกมาบ่นว่า เด็กไทยสมัยนี้พูดภาษาไทยฟังไม่รู้เรื่อง ชิมิ ชิมิ ทำให้ภาษาไทยวิบัติกันไปใหญ่แล้ว แหม ..ท่านรองนายกอุตสาห์ออกมาพูดเอง จะไม่นำพาเลยมันก็กระไรอยู่ วันหยุดที่ผ่านมาจำต้องพาคนรู้ใจไปทานที่อาหารญี่ปุ่นร้านประจำ กำลังจะอ้าปากสั่ง ... ทันใดนั้น สำนึกรักบ้านเกิด ทำให้ฉุกคิดถึง คำพูดของท่านรองนายกขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนใจกระทันหัน  ...กรูไม่สั่งแล้ว "ซา..ชิมิ" เดี๋ยวภาษาไทยวิบัติหมด ชิมิ ชิมิ?  แต่ว่า ..ด้วยความเคารพท่านสามสี (ที่ไม่ใช่แมวที่บ้าน)  ที่จริงคนเขาก็เลิกพูดไปแล้ว ท่านนั่นแหละที่ไปทำให่คนเขาเอากลับมาพูดอีกครั้ง ผมขอให้ท่านสามสีถอนคำพูดด้วยครั่บ ทั่นประธาน.

ท่าน สามสีนี่เลิกเล่นการเมืองไปประมาณชาติหนึ่งเห็นจะได้ แต่ในยามที่ประชาธิปัตย์ กำลังจะวิบัติ (สงสัยสมาชิกพรรคคงจะท่อง ชิมิ ชิมิ แทนการสวดมนต์ก่อนนอน เลยวิบัติกันทั้งพรรค) ท่านสามสีจึงต้องสวมบทอัศวิน Come back กับมากอบกู้พรรคให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง โดยกลับมาเป็นหนึ่งในทีมเศรษกิจของพรรค แต่ว่าการกลับมาของท่านจะ "Back for good"  หรือไม่?

ครับ..เมื่อจั่วหัวกันแบบนี้ คงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ ก็วันนี้เราก็จะคุยกันถึงคำว่า "Back for good" นั่นเอง รวมถึง "For good" ด้วย เช่น This shop is closed for good. ทำไมเขาต้องปิดร้านกันแบบดี ๆ ด้วย ร้านอื่นเขาปิดไม่ดีหรือไงนะ ในระหว่างที่กำลังเดา ว่ามันหมายความว่ายังไง เรามาทำความรู้จักกับเพลง "Back for good" กันดีกว่า :-

เพลงนี้เป็นของวง Take That ซึ่งได้ออกป็นซิงเกิ้ลประมาณกลางปี 1995 เป็น Single ที่ 2 ในอัลบัม Nobody Else และสามารถติด Top UK chart อยู่ถึง 6 สัปดาห์ นานพอสมควรเลยทีเดียว และถ้าจำไม่ผิดเพลงนี้ถูกคัฟเอวร์โดย Boy II Men อีกด้วย (ถ้าผิด รบกวนช่วยบอกด้วยนะครับ คนเริ่มแก่มักจะหลง ๆ ลืม ๆ .. เน้นว่าเริ่มแก่ ..ไม่ใช่ว่าแก่นานแล้ว)




Back for good (by Take That)

I guess now it's time,
for me to give up,
I feel it's time,
got a picture of you beside me,
got your lipstick mark still on your coffee cup,
oh yeah,
got a fist of pure emotion,
got a head of shattered dreams,
gotta leave it,
gotta leave it all behind now,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it,
I just want you back for good,
(want you back, want you back, want you back for good)
whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
you'll be right and understood,
(want you back, want you back)
I want you back for good,

Unaware but underlined,
I figured out the story,
(no no)
it wasn't good,
(no no)
but in the corner of my mind,
(corner of my mind)
I celebrated glory,
but that was not to be,
in the twist of separation,
you excelled at being free,
can't you find,
(can't you find)
a little room inside for me,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it
I just want you back for good,
(want you back, want you back)
you see I want you back for good,
Whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
You'll be right and understood,
(want you back, want you back)
I want you back for good,

And we'll be together,
this time is forever,
(forever)
We'll be fighting and forever we will be,
So complete in our love
We will never be uncovered again,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it,
I just want you back for good,
(want you back, want you back, want you back for good)
whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
you'll be right and understood,
(want you back, want you back)
you see I want you back for good,
whenever I'm wrong I'll tell you,
want you back, I want you back for good,
whenever I'm wrong I'll tell you,
want you back, want you back,
you see I want you back for good,

Oh yeah,
I guess that now it's time,
that you came back for good...

จริง ๆ แล้วก็ไม่รู้จะเอาเนื้อเพลงมาลงให้มันยาวทำไม แต่ก็เผื่อๆ ไว้ บางที่เผื่อใครไปหา MP3 มาได้ แล้วอยากจะร้องตามขึ้นมา ถือว่าเป็นโปรโมชั่นไปแล้วกันครับ!! 

คำว่า "Back for good"  มันหมายถึงการกลับมาอย่างถาวร (back permanently) คือกลับมาแล้ว จะไม่จากไปไหนอีก .. ในกรณีของท่านสามสี He may not back for good เพราะวัยดึกขนาดพูดไม่รู้เรื่องนี่ เขาเลิกเล่นการเมืองไปหลายคนแล้ว .. ผมไม่ได้ว่าท่านนะ จริง ๆ ผมรักท่านสามสี เพราะได้ยินชื่อแล้ว นึกถึงแมวที่บ้าน ..

ท่านผู้อ่านก็คงจะพอเดา ๆ ได้ว่า "For good" แปลว่า ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ดังนั้นที่ยกตัวอย่างไว้ตอนต้นว่า "This shop is back for good" ร้านนี้จะปิดไปตลอดการ  .. หรือ This hotel could possibly be closed for good due to business operation difficulties. เป็นไปได้ว่าโรงแรมแห่งนี้อาจะต้องปิดตัวอย่างถาวรจากปัญหาความยุ่งยากของการดำเนินธรุกิจ  ..(สงสัย เป็นโรงแรมเดียวกับที่อยู่ในซอยบ้านท่านนายก 555)

Dr. Karanastasis เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อว่า "How To Get Your Ex Back For Good." ได้เป็นกลวิธีที่จะทำให้แฟนเก่าของคุณกับมาหา และไม่จากไปไหนอีก (แหม เชื่องจัง)  ผมว่าเชยไปหน่อยแล่วล่ะด๊อกเตอร์ เดี๋ยวนี้มันมีครีมทาหน้า (อย่าให้บอกยี่ห้อเลย) ที่ใช้แล้ว ผัวจะรักจะหลง ใน 7 วัน จากนอนหันหลังให้ จะมานอนแนบชิดเลยทีเดียว ป่วยการจะมานั่งอ่านหนึ่งสือของ Dr. Karanastasis ยังไม่มีรายงานว่าบรรดาหมอผี หมอเสนห์ยาแฝด ยาไม่แฝด ต่าง ๆ ตกงานกันไปบ้างหรือยัง!! เฮ้อ ...

ลองมาดูตัวอย่างในสถานการณ์อื่น ๆ กันบ้าง :-
1. Jarun said he would give up smoking for good. จรัญบอกว่าเขาจะเลิกบุหรีอย่างถาวร (แต่จะมาสูบกัญชาแทนหรือเปล่า ไม่รู้) โปรดสังเกตุ give up ด้วย คำนี้หมายถึงการยอมแพ้ หรือการเลิกการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

2. Are you going to move to Thailand for good คุณจะย้ายไปอยู่เมองไทย อย่างถาวรเลยหรือเปล่า

คราวนี้ เมื่อเจอ Back for good ที่ไหน ๆ เราจะไม่ต้องไปแปลว่า "กลับมาดี ๆ นะจ๊ะ" อีกแล้วนะครับ  หรือว่า Bradd dumped Angelina for good. ก็จะไม่ได้แปลว่า "แบรดทิ้งแองเจลลิน่าเพราะเธอดี (เกินไป)"  อีกต่อไป

พบกันใหม่ตอนหน้า

 
บิกจิ๋ว คือชื่อที่สื่อมวลตั้งให้กับพลเอก "ชวลิต ยงใจยุทธ" ช่วงหลัง ๆ ท่านดังขึ้นกว่าเดิม เพราะว่ามีชนักติดหลัง ที่มักจะโดนนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเอามาตีเป็นประจำ นั่นคือเรื่อง "สภาเปรซิเดียม"  ที่มาที่ไปมันเริ่มจาก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีแนวคิด "ขวาจัด" ได้เคยชี้หน้าด่าบิกจิ๋วว่า "เป็นผู้นิยม สภาเปรซิเดียม" จากนั้นคำ ๆ นี้มันจึงติดหลัง พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นต้นมา

สภาเปรซิเดียม คือชื่อของสภาที่ใช้ปกครอง ประเทศรัสเซีย ภายหลังจากที่ "เลนิน" ผู้นำพรรคคอมมิวนิวต์รัสเซีย (พรรคบอลเชวิค) ล้มราชวงศ์โรมานอฟลงในปี 1917 พระเจ้าซาร์ นิโคลัส พร้อม พระราชินี อเล็กซานดรา รวมถึงพระโอรส พระธิดา ถูกปลงพระชนม์หมดทั้งราชตระกูล .. มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาอีกว่า ตอนนั้น พระเจ้าซาร์ เตรียมการจะหนีมาเมืองไทยส่งเรือขนส่งสิ่งของมาล่วงหน้าถึงประเทศไทยแล้ว แต่ก็ถูกปลงพระชนม์เสียก่อน จึงไม่มีโอกาสได้มา ในเรือมีทองคำเต็มลำเรือ ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครอง ทองคำและสมบัติพัสถานเหล่านั้น แต่อันนี้ก็เป็นแค่เรื่องเล่าเฉย ๆ ไม่มีหลักฐานได ๆ ทั้งสิ้น  รายละเอียดเรื่องการล้มราชวงศ์โรมานอฟ จะเอาไว้เล่าวันหลังต่อ 



ต้น สายปลายเหตุที่คำว่า "สภาเปรซิเดียม" เป็นชนักติดหลังบิกจิ๋ว ก็เพราะผู้พูด (ทั้งนักการเมือง, และสื่อมวลชล) ต้องการจะเชื่อมโยงความเป็นผู้มีแนวคิด "ซ้ายจัด" พร้อมทั้งแนวความคิดเรื่อง "ล้มเจ้า" ให้กับพล.อ ชวลิตร ยงใจยุทธ ซึ่งในช่วงที่การเมืองอ่อนไหว เช่นนี้ เราทุกคนควรฟังหูไว้หูมากกว่าที่จะเชื่ออะไรลงไป โดยไม่ไตร่ตรอง เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก

ระยะหลัง ๆ สื่อมวลชนพากันเรียกบิกจิ๋ว ว่า "พ่อใหญ่จ๋ว" ก็คงเป็นเพราะท่านมีอายุเกือบ ๆ จะ 80 ปีเข้าไปแล้ว คนในวัยนี้จะมีความหลง ๆ ลืมๆ เป็นปกติ แต่สำหรับพ่อใหญ่จิ๋ว แกพิเศษกว่าใคร เพราะแกถูกหาว่าเป็น "อัลไซเมอร์"  มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ก่อนที่แกจะแก่เสียอีก

อาการ หลง ๆ ลืม ๆ ไม่ใช่ว่าจะสงวนไว้ให้ แต่คนแก่ ๆ เขาเป็นกันเท่านั้น คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็เป็นกันมาก อุตสาห์ไปหาซื้อน้ำมันปลา (Fish oil) มาช่วยบำรุงสมอง ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น เพราะว่า "ลืมกิน" 555 ก็คนมันขี้ลืมอ่ะนะ ทำไงได้ เวลาที่เราเกิดอาการลืม ๆ แต่ว่ามัน "เกือบจะนึกออก" เรามักจะพูดว่า "ติดอยู่ที่ริมฝีปาก" สำนวนนี้ภาษาอังกฤษเขาจะใช้ว่า "On the tip of my tongue" เขียนย่อ ๆ ก็ได้ครับ "TOT"

Tip หมายถึง "ปลาย" หรือ "ส่วนปลาย" Tip of the finger คือปลายนิ้ว Tip of the nose คือ ปลายจมูก และแน่นอนว่า "Tip of the tongue" ก็คือปลายลิ้นนั่นเอง ดังนั้นสำนวนของบ้านเรา กับสำนวนของฝรั่งมังค่า ก็ใกล้เคียงกันเลยนะครับ เขาบอกว่าติดอยู่ที่ปลายลิ้น เราบอกว่า ติดอยู่ที่ริมฝีปาก

I saw the girl on TV, she is adorable, But I can't think of her name. It's on the tip of my tongue (ฉันพบผู้หญิงคนหนึ่งใน TV, น่ารักมาก แต่นึกชื่อไม่ออกน่ะ มันติดอยู่ทีริมฝีปากนี่เอง)

I can't remeber the last song that MLTR was singing lastnight, it's on the tip of my tongue. (ฉันจำไม่ได้ว่าเพลงสุดท้ายที่ MLTR* ร้องเมื่อคืนก่อนคือเพลงอะไร มันติดอยู่ที่มฝีปาก)

พบกันใหม่ตอนหน้า