Song

ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน โดยปกติแล้ว เวลาฝนตกคนเรามักจะรู้สึกเศร้าๆกันเป็นส้วนใหญ่ และบางคนอาจที่รู้สึกว่ามันเป็นบรรยากาศที่โรแมนติก แต่เท่าที่สังเกตุจากเพลงหลายๆเพลงที่เกี่ยวกับฝน มันจะแทนสายฝนด้วย "ปัญหา" อย่างเช่นเพลง have you ever seen the rain เป็นต้น วันนี้ผมเลือกที่จะหยิบเพลง Raindrops keep falling on my head มาแปล ไม่ใช่เพราะว่าเพลงนี้มีศัพท์สำนวนหรูเริ่ดอะไรมากมาย แต่เพราะคามหมายของเขาดี เวลาที่เรามีปัญหาเรามักจะรู้สึกว่ามันหนักเกินจะรับได้ แต่แล้วมันก็จะผ่านไปเองครับ
 
 
Raindrops Keep Falling on My Head
 
Raindrops keep falling on my head
And just like the guy whose feet are too big for his bed
Nothin' seems to fit
Those raindrops are falling on my head, they keep falling

....สายฝนหล่นลงบนหัวของฉันอยู่นั่นแหละ
เหมือนกับคนที่นอนบนเตียงแล้วเท้ายื่นออกมา
ดูแล้วมันช่างไม่พอดี
สายฝนเหล่านั้นก็ยังคง ร่วงหล่นลงบนหัวฉันอยู่นั่นเอง

So I just did me some talkin' to the sun
And I said I didn't like the way he' got things done
Sleepin' on the job
Those raindrops are falling on my head, they keep falling

ฉันเคยพร่ำบนดางตะวัน
โดยบอกว่าฉันไม่ชอบนะที่เขา(ดวงตะวัน)ทำอะไรแบบนี้
เขาหลับในหน้าที่
สายฝนเหล่านั้นก็ยังคง ร่วงหล่นลงบนหัวฉันอยู่นั่นเอง

But there's one thing I know
The blues he sends to meet me won't defeat me
It won't be long till happiness steps up to greet me

แต่มีอย่างหนึ่งที่ฉันรู้
ว่าความรู้สึกเศร้าๆ ที่เขานำพามาให้ ไม่มีทางทำให้ฉันปราชัย
ความรู้สึกเหล่านั้นมันอยู่ได้ไม่นานหรอก จนกระทั่งความสุขมันก้าวเข้ามาทักมายฉันอีกครั้ง

Raindrops keep falling on my head
But that doesn't mean my eyes will soon be turnin' red
Crying's not for me
Cause I'm never gonna stop the rain by complainin'
Because I'm free
Nothing's worrying me

สายฝนหล่นลงบนหัวของฉัน
แต่มันไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้ดวงตาฉันจะแดงก่ำ
การร้องให้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนอย่างฉัน
เพราะฉันไม่เคยคิดจะทำให้ฝนนั้นหยุดตกด้วยการพร่ำบ่น
เพราะฉันมีอิสระ
ไม่มีอะไรมาทำให้กังกลใจได้หรอก
 
 
หลังจากที่แปลเพลงที่ยากๆ ค่อนข้างเป็น Metaphor อย่างเพลง Flightless birds, American mouth ไป ก็พบว่าผู้อ่านจะไม่ค่อยอินกับมันสักเท่าไหร่นัก จึงขอเอาเพลงเข้าใจง่ายๆ แต่ความหมายดี มาสลับบ้างครับ เพลงนี้เป็นของ Avril Lavinge สื่อความออกมาในแนวที่ว่า ความสัมพันธ์ของคนสองคนเพิ่งจบลงไป แต่ฝ่ายหญิงก็ยังแอบคอยห่วงใย ยังคิดถึงอยู่เสมอ และก็อยากจะให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม อยู่ตลอดเวลา
 
 
Wish you were here
ศิลปิน: Avril Lavinge
 
I can be tough  ฉันสามารถเป็นคนแกร่ง
I can be strong ฉันสามารถที่จะเข้มแข็ง
But with you แต่กับเธอ ..
It's not like that at all มันไม่ใช่อย่างนั้นแม้แต่น้อย
There's a girl ผู้หญิงคนหนึง
That gives a shit ที่คอยใส่ใจ
Behind this wall อยู่ด้านหลังกำแพง ..
You just walked through it ซึ่งคุณเพิ่งเดินผ่านไป

[Pre-Chorus:]
And I remember all those crazy things you said ฉันยังจำได้เรื่องบ้าๆที่คุณเคยพูดได้ทั้งหมด
You left them running through my head คุณทิ้งเรื่องเหล่านี้ให้วนเวียนอยู่ในหัวฉัน
You're always there, you're everywhere คุณอยู่ตรงนั้นเสมอ คุณอยู่ในทุกๆที่
But right now I wish you were here. แต่ตอนนี้ฉันอยากให้คุณอยู่ตรงนี้ต่างหาก
All those crazy things we did เรื่องบ้าๆที่เราทำมาด้วยกัน
Didn't think about it, just went with it ก็ไม่ได้คิดอะไรเท่าไหร่หรอก แค่ทำมันไป
You're always there, you're everywhere คุณอยู่ตรงนั้นเสมอ คุณอยู่ในทุกๆที่
But right now I wish you were here แต่ตอนนี้ฉันอยากให้คุณอยู่ตรงนี้

[Chorus:]
Damn, Damn, Damn,
What I'd do to have you ฉันจะทำอย่างไร ถึงจะมีเธออยู่ ..
Here, here, here ตรงนี้นะ
I wish you were here. ฉันหวังว่าจะมีเธออยู่ตรงนี้
Damn, Damn, Damn
What I'd do to have you ฉันจะต้องทำอะไร ถึงจะได้มีเธออยู่ ..
Near, near, near ใกล้ ใกล้
I wish you were here. ฉันหวังว่าจะมีเธออยู่ตรงนี้


[Verse 2:]
I love The way you are ฉันรักในสิ่งที่คุณเป็น
It's who I am มันคือตัวฉันเอง
Don't have to try hard ไม่ต้องพยายามอะไรมาก
We always say เราพูดอยู่เสมอๆว่า ..
Say it like it is มันใช่เลย
And the truth และความจริงคือ
Is that I really mi-I-iss มันเป็นสิ่งที่ฉันเฝ้าคิดถึงจริงๆจังๆ

(ท่อนซ้ำ ไม่แปลครับ)
[Pre-Chorus:]
All those crazy things you said (things you said)
You left them running through my head (through my head)
You're always there, you're everywhere
But right now I wish you were here.
All those crazy things we did (things we did)
Didn't think about it, just went with it (went with it)
You're always there, you're everywhere
But right now I wish you were here

(ท่อนซ้ำ ไม่แปลครับ)
[Chorus:]
Damn, Damn, Damn,
What I'd do to have you
Here, here, here
I wish you were here.
Damn, Damn, Damn
What I'd do to have you
Near, near, near
I wish you were here.

[Bridge:]
No, I don't wanna let go ไม่ๆ ฉันไม่อยากปล่อยวางจากมัน
I just wanna let you know แค่อยากจะบอกคุณให้รู้
That I never wanna let go ว่าฉันไม่อยากจะปล่อยวาง (ความรู้สึกนี้)

(Let go, oh, oh)

(ท่อนซ้ำ ไม่แปลครับ)
No, I don't wanna let go
I just wanna let you know
That I never wanna let go

(Let go let go let go let go let go let go let go)

(ท่อนซ้ำ ไม่แปลครับ)
[Chorus:]
Damn, Damn, Damn,
What I'd do to have you
Here, here, here
I wish you were here (I wish you were here)
Damn, Damn, Damn
What I'd do to have you
Near, near, near
I wish you were here.

(ท่อนซ้ำ ไม่แปลครับ)
Damn, Damn, Damn (Damn)
What I'd do to have you
Here, here, here (Here)
I wish you were here.
Damn, Damn, Damn
What I'd do to have you
Near, near, near
I wish you were here.
 
คำศัพท์/สำนวน ที่น่าสนใจ
gives a shit แปลว่าการให้ความใส่ใจ ถ้าพูดว่า I don't give a shit แปลว่า "ฉันไม่สนใจหรอก"
damn มันเป็นคำอุทานที่แสดงดรีกรีของความรู้สึกว่ามันมากมาย เช่นถ้าพูด "It's damn right" จะแปลว่าถูกต้องโคตรๆเลย (คือไม่ใช่แค่ถูกต้องเฉยๆ)
 
ลองสังเกตุเนื้อร้องท่อนที่ว่า "There's a girl  that gives a shit behind this wall you just walked through it" มันส่งความหมายออกมาให้เราได้ทราบว่าความสัมพันธ์มันจบลงโดยที่ฝ่ายชายเดินจากไป และเนื้อหาหลักของเพลงนี้ทั้งพลงมันเริ่มจากตรงนี้นี่เอง การใช้ tense ในท่อนพรีคอรัส จึงเป็น past tense เป็นส่วนใหญ่ บ่งบอกถึงการคร่ำครวญหาอดีต และฝังอยู่กับเหตุการณ์ต่างๆในอดีต ซึ่งมันส่งผ่านความรู้สึกของผู้หญิงในเพลงนี้ว่ารู้สึกเหงามากมาย และอันที่จริงเธอก็ไม่ได้อยากสลัดความคิดเหล่านี้ออกไปจากหัว
 
Crazy, จริงๆมันไม่ได้แปลว่าบ้าหรือบ้าคลั่งเท่านั้น มันถูกใช้เป็นแสลงที่แทนอะไรที่มันเจ๋งๆ ด้วย ในเพลงนี้ผมเลือกใช้ความหมายว่า "เรื่องบ้าๆ" เพราะว่า คำว่า "เจ๋ง" กับ "บ้า" ในภาษาไทยมันก็กำลังกลืนเข้าหากัน ลองสังเกตุดูสิครับ เวลาที่เราเห็นคนทำอะไรบ้าๆ เรามักจะพูดว่า "เฮ้ย แม่งเจ๋งว่ะ" ความหมายในเพลงนี้คือเรื่องบ้าประมาณนีนี้ล่ะครับ ไม่ใช่บ้าร้องลิเกอยู่ข้างถนน หรือแบบเมายาบ้าจับคนแก่เป็นตัวประกันอะไรทำนองนั้น
 
ขอเสริมเรื่องการใช้ "Wish" ในประโยคนี้ Wish you were here ให้สังเกตุว่า Wish ใช้กับ were ไม่ใช้กับ are อันนี้จำไว้ได้เลย มีโอกาสใช้ได้บ่อยๆ จริงๆมันก็ไม่ได้เป็น Past tense หรืออะไร แต่เพราะคำว่า Wish มันคือตั้งความปราถนา แสดงว่าความเป็นจริงมันเกิดได้ยาก ประโยคที่เป็นความจริงอันเกิดได้ยากหรือไม่มีทางเกิดขึ้นจะใช้ verb to be เป็นช่องที่สองเสมอ อย่างเช่น If I were you (ถ้าฉันเป็นคุณ) เพราะว่าคนหนึ่งไม่มีทางเป็นอีกคนหนึ่งได้ครับ 
 
Avril Lavinge
บ้านเกิดอยู่แคนาดา เกิดวันที่ 27 กันยายน 1984 ปัจจุบันโสด เพราะเพิ่งอย่ากับ Deryck Whibley ในปี 2010 ถึงเธอจะเป็นสาวร๊อค ที่ตาสโม๊คกี้อายส์อยู่ตลอดเวลา แต่เธอเป็นหนึ่งในนางแบบไม่กี่คนที่มีโอกาสขึ้นปกนิตยสาร Maxim ถึงสองครั้ง 
 
พบกันใหม่ตอนหน้า ..สวัสดี
คุณผู้อ่านท่านหนึ่งทวิตเมสเสสมาที่ผมเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ถามความหมายของเพลง Flightless bird, American mouth ครับ ซึ่งก็พอดีจริงๆว่า ผมเคยอยากจะเขียนเกี่ยวกับเพลงนี้มานานแล้ว เพราะเพลงนี้แปลยากมากๆ ความหมายทั้งหมดไม่ได้อยู่ตรงหน้า แต่มันซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของเนื้อเพลง ซึ่งต้องแกะออกมา แล้วก็ตีความ ต้องขอบอกก่อนว่า หลังจากที่ได้ฟังจากในหนัง ผมจินตนาการว่ามันคงเป็นเพลงรัก แต่ก็สงสัยว่าเพลงอื่นๆทำค่อนข้างทันสมัย แต่ทำไมเพลงนี้ท่วงทำนองมันเหมือนเพลงรักในยุค 60s และนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ผมหาเนื้อเพลงมาอ่าน ..จริงๆแล้วไม่คิดว่าจะเขียน เพราะมันยากต่อการทำความเข้าใจ เมื่อคนไม่เข้าใจ มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราแปลผิดๆ คือตอนนี้คนส่วนใหญ่ติดกับดักจากภาพยนต์ Twilight ทำให้แปลความหมายของเพลงโดยยึดโยงกับหนัง มันจึงกลายเป็นเพลงโรแมนติก แต่ลองดูให้ดีๆ จะเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะ blending มันยังไง มันก็เข้ากับ Twillight ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และบางส่วนนี่เองที่ทำให้เพลงนี้ถูกเลือกเป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรื่องนี้ 
 
 
ถ้าเราลองศึกษางานของ Iron & Wine ศิลปินเจ้าของเพลงนี้ดูจะพบว่า แนวของเขา (Samuel Beam) เป็นแนวเพื่อชีวิต เพื่อสังคม ไม่ใช่แนวโรแมนติก แล้วถามว่าทำไมถึงต้องแต่งทำนองให้ย้อนไปในยุค 60s ด้วย ผมคิดว่าเป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่าเขาพูดถึงเหตุการณ์ในยุค 60s เป็นช่วงสงครามเวียดนาม เขาพูดถึงมันโดยสื่่อผ่าน สื่อผ่าน Flightless bird และ American mouth
 
ลองมาแปลดูกันที่ละบรรทัด และในแต่ละท่อนผมจะสรุปให้ฟังอีกที
 
I was a quick wet boy  เคยเป็นเด็กชายจอมซน
Diving too deep for coins ดำน้ำสุดลึกเพื่อไปเก็บเหรียญ
All of your street light eyes  ผู้คนทั่วท้องถนน
Wide on my plastic toys ต่างตื่นตาไปกับของเล่นของฉัน
 
เขาเริ่มเล่าเรื่อง โดยเริ่มจากชีวิตในวัยเด็ก ซึ่งก็เหมือนกับเด็กทุกคนที่ชอบเล่นซน แต่การเล่นซนของเด็กยุคนี้ ก็ยังเปี่ยมไปด้วยแววแห่งความสามารถ ในฐานนะของเด็กในยุคที่เป็นความหวังของผู้คน ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเขาเป็นเด็กในยุค Baby Boomer สังคมอเมริกันคาดหวังพวกเขาไว้มาก เขาแตกต่างจากเด็กอเมริกันในยุคก่อน และถูกจับตามองอย่างมีความหวัง

And when the cops closed the fair และเมื่อตำรวจปิดงาน
I cut my long baby hair ฉันก็ตัดผมที่ไว้มาในตอนเด็ก
Stole me a dog-eared map หยิบแผนที่ที่เก่า ที่เยินจนแทบฉีกขาด
And called for you everywhere และก็เรียกหาคุณไปทุกๆที่
 
ท่อนนี้กล่าวถึงยุคที่เขาโตขึ้นมา จบการศึกษาแล้ว เขาได้กลายเป็นกลุ่มเสรีชน ในยุคนี้เป็นยุคที่วัฒนธรรมฮิปปี้กำลังเบ่งบาน ผู้คนมีแนวคิดเสรีนิยมไว้ผมยาว ใส่เสื้อลายดอกไม้ และกางเกงขาบาน แล้วในกลางๆ 60s ก็เริ่มการเดินขบวนประท้วงสงครามเวียดนาม สังเกตุว่าเขาพูดถึงตำรวจ(cops) ซึ่งมีบทบาทอย่างมาก ในเรื่องการปราบปรามจราจล ทั้งจับกุมผู้ประท้วงเป็นรายวัน .. ประโยค the cops closed the fair บ่งบอกถึงช่วงต้นๆยุค 70s ที่การประท้วงกำลังจะจบลง และสงครามเวียดนามก็กำลังจะยุติเช่นกัน เขาตัดผมทรงฮิปปี้ออก พร้อมก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ไปอีกขั้นหนึ่ง เริ่มอออกตามหาเพื่อนฝูงที่ไม่ได้เจอกันตั้งแต่เรียนจบ (ตั้งแต่เริ่มสงครามเวียดนาม)
 
Have I found you? แล้วนี่ฉันเจอคุณแล้วก็พบว่าคุณเป็น ..
Flightless bird, jealous, weeping นกที่บินไม่ได้, เฝ้าอิจฉา,และคร่ำครวญ
Or lost you? หรือว่าฉันสูญเสียคุณ
American mouth ปากเสียงของคนอเมริกัน
Big pill looming ยาขนานใหญ่ เริ่มปรากฏให้เห็นเพียงลางๆ
 
เขาเจอเพื่อนๆ แต่ก็ฉงนในใจว่า นี่ใช่เพื่อนเขาจริงๆเหรอ เพื่อนที่ตอนเด็กๆวาดฝันอนาคตไว้ด้วยกัน เขาพบว่า เพื่อนส่วนหนึ่งของเขาไม่ได้ไปสงคราม แต่ไม่ประสบความสำเร็จอะไรนัก รู้สึกผิดหวัง และคร่ำครวญกับชะตาชีวิต ก็เพราะยุคสงคราม พวกเขาไม่ได้มีโอกาสที่จะมีความฝันอะไรมาย เพื่อนอีกส่วนหนึ่งของเขาก็กลายเป็น "American mouth" คือเป็นปากเสียงของอเมริกัน ในการออกไปประกาศสงครามที่เวียดนาม ทำทุกอย่างให้อเมริกาดูเป็นฝ่ายถูกต้อง ..เขาเหมือนสูญเสียเพื่อนกลุ่มนี้ไป เขาสื่อมันออกมาด้วยคำถาม Or lost you? เค้าลางของชัยชนะ ในสงคราม ก็เห็นอยู่แค่ลางๆเท่านั้น
 
Now I'm a fat house cat ตอนนี้ฉันเป็นแมวบ้านที่อืดอ้วน
Nursing my sore blunt tongue รักษาลิ้นอันเจ็บปวด
Watching the warm poison rats เฝ้าดูเจ้าหนูที่มีพิษร้าย
Curl through the wide fence cracks เอี้ยวตั้ววิ่งผ่านรอยแตกของประตูรั้ว
Pissing on magazine photos แล้วก็ฉี่ใส่รูปบนนิตยสาร
Those fishing lures thrown in the cold and clean เหยื่อเหล่านั้นถูกโยนลงไปใน..
Blood of Christ mountain stream กระแสเลือดแห่งพระคริสค์อันเย็นยะเยือกปราศจากราคี
 
เวลาผ่านไปเขาก็แก่ขึ้น เก็บตัวอยู่บ้าน ไม่ได้ไฮด์ปาร์คตามท้องถนนเหมือนตอนวัยหนุ่ม ได้แต่มองดูพวกนักการเมืองที่กะล่อนปลิ้นป้อน เข้าตามช่องโหว่ของกฏหมาย (หนูที่เอี้ยวตัววิ่งผ่านรอยแตกของรั้ว) ได้ประโยชน์แล้วก็ทิ้งความเสียหายกับประเทศชาติ(ฉี่ทิ้งไว้บนนิตยสาร) แล้วเขาย้อนนึกถึงคนที่ถูกส่งไปตายในสงคราม เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ืที่ไม่ควรจะมาตายเลย อเมริกาไม่ได้อะไรจากสงครามนี้ เหยื่อเหล่านี้เสียไปเปล่าๆ และเหยื่อเหล่านี้ก็คือเพื่อนๆของเขาเอง
 
Have I found you? นี่ฉันเจอคุณ แล้วก็พบว่าคุณเป็น
Flightless bird, grounded, bleeding นกที่บินไม่ได้, อยู่กับพื้นดิน, อย่างเศร้าศร้อย
Or lost you? หรือว่าฉันสูญเสียคุณ
American mouth ปากเสียงของคนอเมริกัน
Big pill stuck going down ยาขนาดใหญ่ที่มันกลืนไม่ลง
 
ย้อนกลับไปพูดถึงวัยหนุ่มอีกครั้ง เขาพบเพื่อนแล้ว? หรือว่าเขาพบว่าเขาเสียเพื่อนไปแล้วกันแน่? เพื่อนเขาเปลี่ยนไป เห็นด้วยกับการก่อสงคราม คาดหวังชัยชนะ เพื่ออเมริกาที่ียิ่งใหญ่ แล้วก็ไม่สามารถเอาชนะได้ (เหมือนจะกลืนยาเม็ดใหญ่ แต่มันติดคอเสียแล้ว)
 
ในเพลงนี้ Flightless bird หมายถึงกลุ่มคนที่ต่อต้านสงครามอยู่ในอเมริกา ใช้สัญลักษณ์เป็นนก เพราะสื่อถึงความเป้นเสรีชน และเขาเป็นนกที่ไม่ได้บิน เพราะเขาไม่ได้ไปไหนอยู่ภายในประเทศนั่นเอง ส่วน American Mouth หมายถึงคนที่ออกไปรบที่เวียดนามเหมือนกับเป็นปากของอเมริกา ปากที่จะพูดสนับสนุนระบบเสรีประชาธิปไตย และก็ยังเป็๋นปากไปสั่งให้คอมมิสนิสต์หยุดแพร่ลัทธิ และอีกนัยหนึ่งยังหมายถึงคนที่สนับสนุนสงคราม เป้นกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามกับ Flightless bird อีกด้วย