Variety

เป็นที่รู้กันโดยส่วนใหญ่แล้วว่า ในปี 2558 ประเทศในอาเซียนจะเริ่มเข้าสู่ AEC (เขตเศรษกิจอาเซียน) ซึ่งภาษาอังกฤษได้ถูกกำหนดให้เป็นภาษาหลักในการสื่อสารระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งมันหมายความว่าภาษาอังกฤษคือปัจจัยหลักตัวหนึ่งที่จะบอกว่า คนไทยจะได้ประโยชน์จาก AEC อย่างที่ควรจะเป็นหรือปล่อยให้ประเทศอื่นเขากอบโกยผลประโยชน์ แล้วเรานั่งมองตาปริบๆ
 
 
 
คนไทยเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่อนุบาลจนกระทั้งปริญญาตรี และยังมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนานาชาติเปิดสอนกันมอย่างๆต่ำๆก็ 50 ปีแล้ว หลายๆคนคงอยากรู้ว่า ความสามารถทางภาษาอังกฤษของคยไทยอยู่ระดับไหน ลองมาดูกันครับ
 
ดัชนีชี้วัดตัวแรกคือจำนวนผู้สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ (%) เทียบกับจำนวนประชากร
สิงคโปร์ 71%
ฟิลิปปินส์ 55.49%
บรูไร ดารุสซาลาม 37.73%
มาเลเซีย 27.24%
ไทย 10%
 
พอเห็นตัวเลขนี้ บางคนอาจคิดว่า เออยังดีนะดีกว่า ลาว เขมร เวียดนาม พม่า ...ยังครับข้อมูลไม่ได้มีเท่านี้ มาดูตัวชี้วัดตัวต่อไป
 
คะแนนเฉลี่ย TOEFL ของบัณฑิต ในประเทศแถบอาเซียน
สิงคโปร์ สูงกว่า 550
ฟิลิปปินส์ สูงกว่า 550
พม่า สูงกว่า 500
เวียดนาม สูงกว่า 500
ไทย ต่ำว่า 500
ลาว ต่ำกว่า 500
กัมพูชา ต่ำกว่า 500
 
จะเห็นว่าเราอยู่ระดับเดียวกับลาวและกัมพูชา และที่น่าสนใจคือคนไทยที่ไปสอบ TOEFL นั้น 80% ต้องเรียนพิเศษก่อนไปสอบ ซึ่งชาติอื่นๆจะใช้วิธีอ่านหนังสือเตรียมสอบเอง นี่ขนาดเรียนพิเศษแล้วนะครับ ถ้าไม่เรียนเราคงไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับลาวและกัมพูชาแน่ๆ ...ซึ่งมันตีความได้ว่าเราเป็นที่โหล่ในอาเซียน ทีนี้เรามาดูตัวชี้วัดตัวต่อไปครับ
 
การวัดคุณภาพ Englisgh Profiency Index (EFI)
จะแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ 5 ความสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษอยู่ในระดับสูงมาก, 4 เท่ากับสูง ไล่ลงไปจนกระทั้ง 1 ซึ่งแปลว่า "อยู่ในระดับต่ำมาก" ผลปรากฏว่าประเทศในแถบอาเซ๊ยนมีสองประเทศเท่านั้นที่ได้ 1 คือ ไทย และ กัมพูชา ..นอกนั้นใครๆก็สูงกว่าเราครับ
 
ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะแข่งขันกับเขาไม่ได้ และถือว่าตกอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การค้าระหว่างประเทศเขาใช้ภาษาอังกฤษในระดับสูงมากครับ มันไม่ใช่แค่พูดคุยได้แบบ "ปาป่าย่าป๊อกป๊อก" หรืออะไรแบบนั้น คนรุ่นผมและรุ่นแก่ๆกว่าผม คงไม่ทันกินแล้ว เพราะจบมหาลัยมาหลายปีแล้ว คงไม่มีโอกาสจะไปเรียนภาษาอังกฤษ แต่อยากให้คนรุ่นใหม่ๆ ใส่ใจในภาษาอังกฤษกันมากขึ้น เพื่อความสามาถในการแข่งขันของประเทศเราเอง
 
ส่วนสถิติที่บอกว่าคนไทยเรียนพิเศษก่อนไปสอบ TOEFL แต่เรียนแล้วก็ได้คะแนนเท่าคนลาวและคนกัมพูชาที่ไม่ต้องเรียนพิเศษอะไร มันฟ้องถึงคุณภาพการเรียนการสอนทั้งในระบบโรงเรียน และนอกระบบอีกด้วย ทุกวันนี้คนเสียเงินไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกันก็ไม่ใช่ถูกๆ แต่ดูเหมือนจะเสียเงินเปล่าๆ
 
ถามจริงๆ มีใครเรียน "AXX" จบ 14 คอร์ส แล้วพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง????
 
ในวันพรุ่งนี้แล้วสินะ ที่จะเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาที่นักโหราศาสตร์ต่างหวาดหวั่นมาตลอด มันคือช่วงเวลาที่ดาวพระเสาร์จะย้ายตัวเองเข้าสู่ราศีตุลย์ ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลกับคนที่เกิดราศีตุลย์มากเป็นอันดับแรก แต่ในเรื่องของการส่งผลแบบให้โทษนั้น จะส่งผลกับราศีเมษมากเป็นอันดับแรก
 
 
ความน่าสนใจมันอยูู่ที่ ราศีเมษนั้นเป็นลัคนาของโลก และเป็นลัคนาประเทศไทยด้วย เคยสังเกตุไหมครับ ประเทศเล็กๆอย่างไทย ไม่เคยรอดจากวิกฤติโลก ทุกครั้งผู้รู้มักจะบอกว่าไทยไม่มีผลกระทบ แต่ในที่สุดก็ตระหนักว่าไทยมีผลกระทบอย่างยิ่ง เช่นอะไรบ้าง สงครามโลกประเทศเราไปมีบทบาทใหญ่ในฐานะเป็นพันธมิตรญี่ปุ่น ..คือโลกนี้ไม่มีใครเขากล้า ไทยไปกินดีหมีมาจากไหน แต่พอจบสงครามชาวโลกชนะเราก็ชนะไปกับเขาด้วย วิกฤติต้มยำกุ้งที่เจ้งระนาวทั่วโลกมันเริ่มมาจากไทย สงครามเวียดนาม สงครามเกาหลี ไทยไม่ควรเกี่ยวก็ไปรบกับเขาซะงั้น วิกฤติแฮมเบอร์เกร์ผมจำได้ว่าผู้ว่าแบงค์ชาติบอกเราไม่กระทบเพราะมีการลงทุนตราสารอนุพันธ์ประเภท CDO น้อยมาก ..เอาจริงๆเราผลกระทบถึงขั้นฝืดเคือง GDP ติดลบ ต่อมาเกิดวิกฤติอาหารโลกพี่ไทยแสยะยิ้มเป็นนัยๆ คิดว่าปีนี้ได้ขายสินค้าเกษตรราคาดีแน่ๆ ที่ไหนได้น้ำท่วมเสียนี่ ไม่มีของขายแล้วยังเดือดร้อนจากน้ำท่วมอีก ล่าสุดวิกฤติหนี้ยุโรป เราบอกว่าเรากระทบน้อยเพราะเราส่งออกไปยุโรปน้อยมากตลาดใหญ่เราคือจีนและอาเซียน ..ครับใช่ แต่ว่าจีนและอาเซียนมันขายของให้ยุโรปไม่ได้ มันพาลไม่สั่งอะไรเราเลย ผลปรากกว่าตัวเลขส่งออกที่เคยโตสองหลัก กลายเป็นติดลบ ก็ไหนว่าเราไม่เกี่ยวไง โดยสรุปนะ ผมว่าประเทศไทยไม่เคยรอดพ้นจากอะไรที่มันเป็นวิกฤติของโลกเลยสักครั้ง ..เราเรามีลัคนาราศีเดียวกับโลกนี่เอง ..ฟันเฟิร์ม!!

ดาวเสาร์ใช้เวลาโคจรในแต่ละราศี 2 ปี กับ 6 เดือน ในการจะเดินครบรอบทุกราศีก็ตะใช้เวลา 30 ปี พอดี และมันก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ดาวเสาร์ชอบบังเอิญย้ายในวันที่ 7 เป็นส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่ก็เป็นวันที่ 14 (7x2) หรือวันที่ 21(7x3) วันอื่นๆมีน้อยมาก ซึ่งเลข 7 ก็เป็นเลขประจำดาวเสาร์ เราจะเห็นว่าถ้าไปขอเลขทะเบียนรถกับโหร เขาจะบอกเลขที่ไม่มีเลข 7 เลขที่บ้านก็เช่นกัน เขาจะไม่นิยมให้มีเลข 7 และถ้าเลี่ยงไม่ได้อย่างน้อยเขาจะไม่ให้  7 อยู่ร่วมกับ 3 ลองเอาหลักนี้ไหใช้กับการเลือกเลขมือถือ เลขทะเบียนรถ หรือแม้กระทั้งเลขที่บ้านดูนะครับ

ดาวเสาร์เป็นดาวที่ให้โทษทุกข์ และมันจะเล็งลัคนาโลกและลัคณาดวงเมืองไทยในทุกๆ 30 ปี ซึ่ง 30 ปีที่ว่านี่เกิดเหตุการณ์ชนิด "จัดหนัก" และให้ "โทษทุกข์" ตามคำนิยามของดวงดาวในตำราโหาราศาสตร์แบบเป๊ะๆ ..คือเป๊ะเวอร์ จนน่ากลัว ลองย้อนดูตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตนะครับ

ปี 2525-2557
- ประเทศไทย เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ ท่วมมนานสามเดือนครับ บางแห่งนานกว่าสามเดือนอีก เราบอกว่าปี 2554 ท่วมหนักในรอบ 80 ปี ก็ใช่ครับ แต่ไม่เดือดร้อนเท่า 2526 คือปีนั้นคนไปทำมาหากินไม่ได้ เศรษกิจล่มไปตามน้้ำด้วย ต่างกับปี 2554 ที่ท่วมใหญ่มาก แต่ฟื้นเร็วมากๆ
- ในต่างประเทศเกิดเหตุนองเลือดคนตาย 2000 คนในแคว้นอัสสัมของอินเดีย, เหตุการณ์วางระเบิดสถานทูตสหรัฐในกรุงเบรุต เจ้าหน้าที่ทูตและพนักงานตาย 63 คน, ซึนามิถล่มฮอนชู ตาย 104 คนม, ผู้ก่อการร้ายโจมตีสนามบินที่ปารีส,เฮอร์ริเคนอลิเซียถล่มรัฐเท็กซัส ตายหลายร้อย

ปี 2494-2496
- ประเทศไทย เกิดกบฏแมนฮันตันในปี 2494 และเกิดเหตุการณ์ทหารไทยรบกันเอง โดยทหารเรือนำเรือรบมาปิดอ่าว ทหารบกร่วมมือกับทหารอากศต่อสู้กับทหารเรือ เสียกำลังพลและอาวุธไปมาก โดยที่ทหารอากาศสามารถจมเรือของทหารเรือด้วยการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน ..คือเรื่องนี้ก็เป็นอุทธาหร์บางอย่างนะ ไม่มีมีศตรูต่างด้าวมาจบเรือรบของไทยได้ กอลทัพของเรามีความสามารถจมเรือของฝรั่งเศษได้ ในที่สุดแล้วก็คนไทยด้วยกันเองนี่และที่จมเรือไทย ในปีเดียวกันยังมีการกระทำรัฐประหารตัวเองของจอพล ป.พิบูลสงคราม และมีการร่างรัฐธะรรมรูญหม่ในปี 2495
- ต่างประเทศ พระเจ้าจอร์จที 6 (คนละคนกับพระเจ้าจอร์จมันยอดมาก) เสด็จสวรรคต, พายุถล่มฟลอลิดา และตามด้วยแผ่นดินไหว 7.5 ริคเตอร์ที่แคลิฟอเนียในหกเดือนถัดมา ครั้งนี้รุนแรงที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยบันทุกไว้, และยังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริคเตอร์ที่โซเวียดในปีเดียวกันนั่นเอง ซึ่งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดมาในโลก จนกระทั้งมีซึนามิที่ญี่ปุ่นในปี 2554 ถึงทำลายสติลงได้, ในปีนั้นโปบิโอระบาด คนตาย 3000 คน และพิการอีก 21000 คน

นี่เป็นเหตุการณ์แต่ละครั้งที่ดาวเสาร์เล็งราศีเมษครับ .. ผมคงไม่เขียนคำทำนายไดๆ ให้ผู้คนได้แตกตื่น และไม่อยากดังด้วยวิธีการทำนองนี้ แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า:

"อปฺปมาเทน  สมฺปาเทถ" ท่านทั้งหลาย   จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม

คำว่าประมาทที่พระพุธเจ้าสอนนี้ ไม่ได้หมายถึงประมาทแบบที่เราเข้าในกัน เช่นการขับรถโดยประมาทหรืออะไรแค่นั้น แต่หมายถึงการมีสติพร้อม อยู่ตลอดเวลา ซึ่งใช้ได้กับทุกๆสถานการณ์ไม่่ว่าเหตุการร์ปกติหรือไม่ปกติ เราก็ต้องมีสติ ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต แล้วเราค่อยๆดูกันว่าในสองปีครี่งนับตั้งแต่ 7 กันยาย 2555 จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ